A new choral setting and music-arts video production of  Psalm 133 by Dr. Arnfield Cudal has been released featuring the Alexander W. Dreyfoos School of the Arts Singers, a public high school choral arts group in West Palm Beach, FL.

Recorded at the historic Church of Bethesda-by-the-Sea in Palm Beach under the direction of Ken Taylor, the work features pipe organ, treble voice, double-choir (SSAATTBB) and congregational singing. The work has been performed in the Philippines and the USA.  HARK Music Publications and HARK Seminary are branch ministries of HARK Ministries Inc., a non-profit organization founded by Dr. Richfield Cudal.

 

หนังสือ “แนวทางพื้นฐานสู่ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” บทที่ 4
อาร์นฟิลด์ พี. คูดัล :  เขียน
วิษฐิดา มีสุทธา : แปลและเรียบเรียง

 

การนมัสการพระเจ้าสำหรับผู้เชื่อในพระคริสต์มีศูนย์กลางอยู่รอบๆ “การปรนนิบัติรับใช้” (latreia) และอยู่ภายในขอบเขตนี้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทของดนตรีและความสัมพันธ์กับพระวจนะ

อัครสาวกเปาโลใช้คำ latreia เพื่อบรรยายถึงหน้าที่หรือภารกิจของคริสตจักรในฐานะที่เป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระคริสต์ อัครสาวกเปาโลให้คำตักเตือนดังต่อไปนี้…

พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่าน เป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์ และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการปรนนิบัติ (latreia) อันสมควรของท่านทั้งหลาย (โรม 12:1)

อะไรคือบทบาทหน้าที่และการปรนนิบัติรับใช้ของปุโรหิต ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม คำว่า ปุโรหิต (คำในภาษาฮีบรูคือ cohen) กำหนดให้ “คนคนหนึ่งเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ปกป้องช่วยเหลือผู้อื่นและช่วยไกล่เกลี่ยมูลเหตุของเขา”1 ชนเผ่าเลวีได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ปุโรหิตและเป็นตัวแทนชาวอิสราเอลในฐานะ “ชนชาติบริสุทธิ์” ได้รับมอบอำนาจหน้าที่บริสุทธิ์ทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้พิธีการแห่งการคืนดีกันโดย “การประพรมโลหิต” การเป็นผู้กลางระหว่างพระเจ้าองค์บริสุทธิ์กับประชากรผู้ไม่บริสุทธิ์ ผู้ทำหน้าที่บริสุทธิ์นี้แสดงสัญลักษณ์ของมหาปุโรหิตโดยสวมแผ่นป้ายทองคำไว้ที่หน้าผากซึ่งมีคำจารึกไว้ว่า “ความบริสุทธิ์แด่พระเยโฮวาห์”

การทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าในพระวิหารทำให้เกิดความรู้สึกกลัวเพิ่มมากขึ้น และพยายามเอาใจใส่เพื่อให้ความบริสุทธิ์เชิงสัญลักษณ์ดำเนินอย่างพิถีพิถันต่อไปจนบรรลุผลสำเร็จ ตั้งแต่การแต่งกายสะอาดหมดจดและสุขอนามัยส่วนตัว เพื่อยับยั้งและกำจัดสิ่งที่เป็นมลทินออกไป เพื่อคงเครื่องแต่งกายที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะและรูปแบบของการแต่งตั้งและการปรนนิบัติรับใช้ไว้ ในที่ซึ่งทุกภารกิจ ทุกกระบวนการ และทุกหน้าที่ในการปรนนิบัติรับใช้ของผู้กลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ซึ่งมีภารกิจในการดำรงชีวิตที่ถูก “แยกไว้ต่างหาก” เพื่อความบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ มิฉะนั้น พระพิโรธของพระเจ้าจะตกอยู่กับประชาชน2

อัครสาวกเปาโลใช้แนวคิดนี้ “การปลีกตัวออกมา” เป็นตัวอย่างเพื่อบรรยายถึงหน้าที่ของคริสตจักร  หน้าที่หรือภารกิจที่วนเวียนอยู่รอบๆการปรนนิบัติรับใช้ แม้กระทั้งการปรนนิบัติรับใช้ด้วยการถวายตัวเป็นเครื่องบูชา

————————————————————

1 อัลเฟรด เอดเดอเชม (Alfred Edersheim ) พระวิหาร: พันธกิจและการปรนนิบัติรับใช้ (แกรน แรพิดส์: สำนักพิมพ์ Wm B. Eerdmans Publishing Company, 1982). 85

2 ความบริสุทธิ์ด้านพิธีกรรม (Ritual Purity) (เปรียบเทียบกับ กันดารวิถี 19, เลวีนิติ 11:8, 24-25, 31, 39; เลวีนิติ 12 และ 15; เลวีนิติ 21:17-23, เลวีนิติ 10; อพยพ 28:40-43, อพยพ 30:18-21, อพยพ 3:5; โยชูวา 5:15

 

ตามที่บรรยายไว้ในโรม 12:1 การปรนนิบัติอันสมควรหมายถึงอะไร อรรถาธิบายพระคัมภีร์ฉบับผู้ที่เชื่อ (Believer’s Bible Commentary) แปลคำ latreia เป็น ‘การนมัสการฝ่ายจิตวิญญาณ’ ”3 พจนานุกรมพระคัมภีร์ ฉบับฮาร์เปอร์ คอลลินส์ (HarperCollins Bible Dictionary) ได้ให้คำจำกัดความของคำกริยา นมัสการ เป็น ‘ปรนนิบัติ’4 การปรนนิบัติรับใช้อย่างปุโรหิตของคริสตจักรเป็นการนมัสการพระเจ้าฝ่ายจิตวิญญาณโดยเครื่องบูชาที่มีชีวิต

ใช้ของพระเจ้าแล้ว ผลที่ท่านได้รับก็คือความบริสุทธิ์ และผลสุดท้ายคือชีวิตนิรันดร์ (โรม 6:22)

แต่เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายพ้นจากการเป็นทาสของบาป และกลับมาเป็นผู้รับ

ให้เราชำระตัวเราให้ปราศจากมลทินทุกอย่างของเนื้อหนังและจิตวิญญาณ และจงทำให้มีความบริสุทธิ์ครบถ้วนโดยความเกรงกลัวพระเจ้า (2โครินธ์ 7:1)

 

————————————–

3 วิลเลียม แมคโดนัลด์ (William McDonald) อรรถาธิบายพระคัมภีร์ฉบับผู้ที่เชื่อ เรียบเรียงโดย อาร์ต ฟาร์สเทด (Art Farstad) (ภายใต้หัวข้อ โรม 12:1) (แนชวิล เทนเนสซี่ สำนักพิมพ์ โธมัส เนลสัน 1995) 1728

4 พจนานุกรมพระคัมภีร์ ฉบับฮาร์เปอร์ คอลลินส์ (ภายใต้หัวข้อ “การนมัสการพระเจ้า”) ฉบับแก้ไขปรับปรุง  บรรณาธิการอำนวยการ พอล เจ. แอคทีไมเออร์ (Paul J. Achtemeier) (นิวยอร์ค สำนักพิมพ์ ฮาร์เปอร์ คอลลินส์ 1985) 1222

 

และให้ท่านสวมมนุษย์ใหม่ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง (เอเฟซัส 4:24)

เพราะพระเจ้ามิได้ทรงเรียกเราให้เป็นคนลามก แต่ทรงเรียกเราให้เป็นคนบริสุทธิ์ (1เธสะโลนิกา 4:7)

ดังนั้น คำสอนของอัครสาวกเปาโลสำหรับคริสตจักรคือว่า การนมัสการฝ่ายจิตวิญญาณนี้ได้รับการปรนนิบัติอย่างพิถีพิถันและอย่างเข้มงวดมาก ผู้

ปลอบโยนบริสุทธิ์ (The Holy Paraclete) (คำกรีก parakletos “ที่ปรึกษา” หรือ

“ผู้ปลอบโยน”) ช่วยผู้ที่เชื่อในการทำหน้าที่บริสุทธิ์แห่ง ‘การปรนนิบัติรับใช้ด้วย

การถวายตัวเป็นเครื่องบูชา’ (latreou) นี้ให้สำเร็จ ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้โดย

การศึกษาพระวจนะของพระเจ้า

การปรนนิบัติรับใช้นี้ต้องนำไปประพฤติปฏิบัติอย่างไร การปรนนิบัติรับใช้ของเรา เป็นการปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้าและปรนนิบัติด้วยใจชื่นบาน (เอเฟซัส 6:7) คือมีจิตวิญญาณของข้าพเจ้าอยู่ในข่าวประเสริฐแห่งพระบุตรของพระองค์นั้น ด้วยการอธิษฐานอยู่เสมอ (โรม 1:9) ด้วยจิตวิญญาณ และชื่นชมยินดีในพระเยซูคริสต์ และไม่ได้ไว้ใจในเนื้อหนัง (ฟีลิปปี 3:3) ด้วยจิตสำนึกอันบริสุทธิ์ ในการอธิษฐานทั้งกลางคืนและกลางวัน (2ทิโมธี 1:3) เพื่อนำไปสู่การเกิดผลซึ่งเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กาลาเทีย 5:22-23)

 

ส่วนของดนตรีในเรื่องเครื่องบูชาที่มีชีวิต

การอยู่ประชิดกับฉากหลังของเหตุการณ์นี้ ทำให้เวลานี้เราสามารถสืบรู้ให้แน่ชัดได้ถึงบทบาทของดนตรีในชีวิตของผู้ที่เชื่อ การศึกษาคำอรรถาธิบายของพระธรรมโคโลสีซึ่งให้การชี้แนะที่ชัดเจนเกี่ยวกับ ‘การปรนนิบัติเพื่อให้ถึงความบริสุทธิ์’ ของดนตรี ในพระธรรมโคโลสีได้เน้นย้ำถึงความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์และตำแหน่งผู้นำหรือผู้ทรงเป็นศีรษะของพระองค์ ตำแหน่งของผู้ที่เชื่อในฐานะสมาชิกแห่งพระกายของพระคริสต์ทำให้จำเป็นต้อง “ยึดมั่นในพระองค์ผู้ทรงเป็นศีรษะ” (2:18, 19) ด้วยการยอมจำนนต่อพระองค์ พระธรรมโคโลสีเป็นห่วง “วิสุทธิชนและพี่น้องที่สัตย์ซื่อในพระคริสต์” (1:2) โดยมีเป้าหมายดังต่อไปนี้อยู่ในความคิด:

ซึ่งคุณจะ…

1:9       เต็มไปด้วยความรู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์ในสรรพปัญญาและในความเข้าใจฝ่ายจิตวิญญาณ

1:10     ดำเนินชีวิตอย่างสมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ตามบรรดาความชอบ ให้เกิดผลในการดีทุกอย่าง และจำเริญขึ้นในความรู้ถึงพระเจ้า

1:11     มีกำลังมากขึ้นทุกอย่างโดยฤทธิ์เดชแห่งสง่าราศีของพระองค์ ให้มีบรรดาความเพียร และความอดทนไว้นานด้วยความยินดี

 

เพราะอะไร

1:26      (เพราะ) ข้อความลึกลับซึ่งซ่อนเร้นอยู่หลายยุคและหลายชั่วอายุนั้น แต่บัดนี้ได้ทรงโปรดให้เป็นที่ประจักษ์แก่วิสุทธิชนของพระองค์แล้ว

1:28     (ฉะนั้น) เพื่อเราจะได้ถวายทุกคนให้เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระเยซูคริสต์

2:8       เกรงว่าจะมีผู้ใดทำให้ท่านตกเป็นเหยื่อด้วยหลักปรัชญาและด้วยคำล่อลวงอันไม่มีสาระ

2:18     อย่าให้ผู้ใดโกงบำเหน็จของท่าน

 

อย่างไร

3:1       ถ้าท่านรับการทรงชุบให้เป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์แล้ว ก็จงแสวงหาสิ่งซึ่งอยู่เบื้องบน

3:2       จงฝังความคิดของท่านไว้กับสิ่งทั้งหลายที่อยู่เบื้องบน

3:5       จงประหารอวัยวะของท่านซึ่งอยู่ฝ่ายโลกนี้ คือการล่วงประเวณี การโสโครก ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่ว และความโลภ

3:7       ครั้งหนึ่งท่านเคยดำเนินตามสิ่งเหล่านี้

3:8       แต่บัดนี้สารพัดสิ่งเหล่านี้ท่านจงเปลื้องทิ้งเสียด้วย คือความโกรธ ความขัดเคือง การคิดปองร้าย การหมิ่นประมาท คำพูดหยาบโลนจากปากของท่าน

3:10     และได้สวมมนุษย์ใหม่ที่กำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ในความรู้ตามแบบพระฉายของพระองค์ผู้ได้ทรงสร้างขึ้นนั้น

3:12     จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน

3:13     จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน และ…จงยกโทษให้กันและกัน

3:14     แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด

3:15     จงให้สันติสุขแห่งพระเจ้าครอบครองอยู่ในใจของท่านทั้งหลาย

3:16     จงให้พระวาทะของพระคริสต์ดำรงอยู่ในตัวท่านอย่างบริบูรณ์ด้วยปัญญาทั้งสิ้น จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยเพลงสดุดี เพลงสรรเสริญและเพลงฝ่ายจิตวิญญาณด้วย จงร้องเพลงด้วยพระคุณจากใจของท่านถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า

 

ให้สังเกต พระธรรมโคโลสีเป็นการพูดกับ 1) ผู้ที่เชื่อ คือคนเหล่านั้นที่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ 2) คนเหล่านั้นที่ดำเนินชีวิตอย่างสมควร เกิดผลในการดีทุกอย่าง และ 3) คนเหล่านั้นที่จำเริญขึ้นในความรู้ถึงพระเจ้า บทที่สามเป็นการวางเงื่อนไขเพื่อการดำเนินชีวิตที่ชอบธรรม

ดังนั้น พระบัญชา “จงให้พระวาทะของพระคริสต์ดำรงอยู่ในตัวท่านอย่างบริบูรณ์” จึงเป็นการปูพื้นฐานเพื่อการแนะนำเพลงสดุดี เพลงนมัสการพระเจ้า (เพลงสรรเสริญพระเจ้า) และเพลงฝ่ายจิตวิญญาณ เมื่อดูอีกครั้งในบริบทของผู้ที่เชื่อ (ผู้ที่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่เท่านั้น) และเมื่อพิจารณาถึงหัวข้อของจดหมายฝาก “ในพระคริสต์” “พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะ” “ถอดทิ้ง (มนุษย์เก่า)” “สวม (มนุษย์ใหม่)” “จำเริญขึ้นในความรู้” ครอบคลุมถึงหน้าที่ของผู้ที่เชื่อ คำตักเตือนเกี่ยวกับการใช้เพลงสดุดี เพลงนมัสการพระเจ้า (เพลงสรรเสริญพระเจ้า) และเพลงฝ่ายจิตวิญญาณ ได้รับการกล่าวพาดพิงถึงว่าเป็น Triodai5 คือการรวบรวมผลงานทางดนตรีที่อยู่ในพระคัมภีร์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเป็น “เพลง” และบรรลุผลคำบัญชาผ่านมิติของดนตรี ขอให้เราพินิจพิจารณาถึงจุดประสงค์ดนตรีแห่งพระคัมภีร์: เพลงสดุดี เพลงนมัสการพระเจ้า (เพลงสรรเสริญพระเจ้า) และเพลงฝ่ายจิตวิญญาณ

 

————————————————

5 จากคำกรีก tri (สาม) และ (h)odai  (เพลง)

 

by Richfield A. Cudal

Sin is a transgression against God. It has produced consequences which God and we never intended. Sin has warped the soul’s desires and passions, producing all kinds of unrighteousness. Sin is unrighteousness, and sinners live a life of unholiness before God. God had a solution.

Spiritual Separation
Sin is separation. It is death. Adam, as the head of the human race, disobeyed the explicit command of God who said, “Of every tree of the garden you may freely eat; but of the tree of the knowledge of good and evil you shall not eat, for in the day that you eat of it you shall surely die’” (Genesis 2:16-17). Adam understood the prohibition and his disobedience plunged mankind into a tragic condition of death. Scripture declares, “Therefore, just as through one man (Adam) sin entered the world, and death through sin, and thus death spread to all men, because all sinned” (Romans 5:12).

Spiritual Death
Spiritual death is a condition that describes the severed relationship between God and man. This became manifest when “they heard the sound of the LORD God walking in the garden in the cool of the day, and Adam and his wife hid themselves from the presence of the LORD God among the trees of the garden. Then the LORD God called to Adam and said to him, “Where are you?” So he said, “I heard Your voice in the garden, and I was afraid because I was naked; and I hid myself” (Genesis 3:8).
Prior to sin, God and Man fellowshipped. Now, Adam and Eve fled from the presence of God and hid themselves among the trees of the garden. Adam and Eve feared in their hearts. They had become shameful before God.

Spiritual Ignorance
Spiritual separation is alienation from God and has deprived the human spirit of the ability to understand the things of the Spirit of God. Scripture says, “… the natural man does not receive the things of the Spirit of God, for they are foolishness to him; nor can he know them, because they are spiritually discerned” (1Corinthians 2:14).

Man’s soul is warped by a sinful nature that comes with a “foolish heart, darkened mind, and debased mind” otherwise called “the old man.” (Romans 1:21, 28; 6:6)

“As it is written:
‘There is none righteous, no, not one;
There is none who understands;
There is none who seeks after God.
They have all turned aside;
They have together become unprofitable;
There is none who does good, no, not one.’
‘Their throat is an open tomb;
With their tongues they have practiced deceit;’
‘The poison of asps is under their lips;
Whose mouth is full of cursing and bitterness.’
‘Their feet are swift to shed blood;
Destruction and misery are in their ways;
And the way of peace they have not known.’
‘There is no fear of God before their eyes.’” (Romans 3:10-18)
The Lord Jesus himself describes sinners “… out of the heart proceed evil thoughts, murders, adulteries, fornications, thefts, false witness, blasphemies” (Matthew 15:19).

Physical Death
A consequence of sin is physical death. All will die. The Lord assured Adam, “In the sweat of your face you shall eat bread till you return to the ground, for out of it you were taken; for dust you are and to dust you shall return” (Genesis 3:19).
James writes, “…the body without the spirit is dead” (James 2:26).
Adam died 930 years later (Genesis 5:5). Physical death is the result of the separation of the soul and spirit of man from his body. (1 Kings 17:22; Luke 8:53-55; James 2:26)

Second Death
A sinner ends his earthly life in an irreversible state of eternal separation from God which is the second death. “But the cowardly, unbelieving, abominable, murderers, sexually immoral, sorcerers, idolaters, and all liars shall have their part in the lake which burns with fire and brimstone, which is the second death” (Revelation 21:8).
Physical death is tragic to a sinner who does not avail of the gift of eternal life through faith in the Lord Jesus Christ. (John 3:1-6; Romans 3:23) For such, an unregenerate sinner will find himself in the fires of Hades. (Luke 16:22-24)
The Lord Jesus describes Hades as a dreadful place. In Hades, in the midst of flaming fire in unquenchable thirst, is where he will be confined until he is cast into the lake of fire after the judgment at the Great White Throne. (Revelation 20:11-15; 21:8)

The Problem
The consequence of sin must be remedied if a sinner is to be saved from eternal separation from God. He must be restored to spiritual life, and into fellowship with God in the Lord Jesus Christ. John says, “that which we have seen and heard we declare to you, that you also may have fellowship with us; and truly our fellowship is with the Father and with His Son Jesus Christ” (1 John 1:3).

A spiritual reunion with God transfers the sinner from the realm of death into the realm of everlasting life in Christ Jesus. (John 5:24; Colossians 1:13) In Christ, the believer becomes a partaker of the spiritual blessings of life. (Ephesians 1:3-14)
Spiritual reunion with God is accomplished by the regenerating power of the Holy Spirit of God who recreates in man a renewed spirit responsive to God as His child. (John 3:3-7; Titus 3:5,6)
For the sinner restored to fellowship with God, physical death is nothing to be feared. Paul said, “…according to my earnest expectation and hope that in nothing I shall be ashamed, but with all boldness, as always, so now also Christ will be magnified in my body, whether by life or by death. For to me, to live is Christ, and to die is gain. But if I live on in the flesh, this will mean fruit from my labor; yet what I shall choose I cannot tell. For I am hard-pressed between the two, having a desire to depart and be with Christ, which is far better” (Philippians 1:20-23).
For the believer, to be physically dead is to be absent from the body and present with the Lord. Paul writes, “For we know that if our earthly house, this tent, is destroyed, we have a building from God, a house not made with hands, eternal in the heavens. For in this we groan, earnestly desiring to be clothed with our habitation which is from heaven, if indeed, having been clothed, we shall not be found naked. For we who are in this tent groan, being burdened, not because we want to be unclothed, but further clothed, that mortality may be swallowed up by life. Now He who has prepared us for this very thing is God, who also has given us the Spirit as a guarantee. So we are always confident, knowing that while we are at home in the body we are absent from the Lord. For we walk by faith, not by sight. We are confident, yes, well pleased rather to be absent from the body and to be present with the Lord” (2 Corinthians 5:2-8).
The gift of God is eternal life. The Lord Jesus came into the world to save sinners that they may enjoy eternal fellowship with God in His glorious home in the new heavens and the new earth forever and ever. (Revelation 21-22)
John declared, “And I heard a loud voice from heaven saying, “Behold, the tabernacle of God is with men, and He will dwell with them, and they shall be His people. God Himself will be with them and be their God. “And God will wipe away every tear from their eyes; there shall be no more death, nor sorrow, nor crying. There shall be no more pain, for the former things have passed away” (Revelation 21:34).

The Solution
“The wages of sin is death, BUT the gift of God is eternal life through Jesus Christ our Lord.” What a stark contrast is this gift of eternal life. God from His heart of love and grace freely offered to all sinners this gift who would receive it.
The gift of eternal life comes at the cost of the life of God the Father’s beloved Son, the Lord Jesus Christ. Jesus paid the extreme sacrifice on the cross by bearing in His own body the sins of all mankind. For it is written, “For He (God) made Him to be sin for us who knew no sin that we that we might become the righteousness of God in Him” (2 Corinthians 5:21).
Thus, sin and death were laid upon Him who is the life. And in His resurrection, Jesus Christ conquered sin and death. “For as in Adam all die, even so in Christ shall all be made alive” (1 Corinthians 15:22). John writes, “And this is the testimony: that God has given us eternal life, and this life is in His Son. He who has the Son has life; he who does not have the Son of God does not have life.These things I have written to you who believe in the name of the Son of God, that you may know that you have eternal life, and that you may continue to believe in the name of the Son of God” (1 John 5:11-13).
The Lord Jesus is the only means to eternal life and fellowship with God as He declared, “I am the way, the truth, and the life. No one comes to the Father except through Me (John 14:6).
Being freed from sin, we manifest a life that reflects Christ’s character of holiness and righteousness. For we have been created new creatures in Him to do the good works which the Father has ordained for us to do.

“For we are his workmanship, created in Christ Jesus unto good works, which God hath before ordained that we should walk in them” (Ephesians 2: 10).

 

 

 

หนังสือ “แนวทางพื้นฐานสู่ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” บทที่ 1
อาร์นฟิลด์ พี. คูดัล :  เขียน
วิษฐิดา มีสุทธา : แปลและเรียบเรียง

เมื่อใดก็ตามที่ผมเห็นคริสตจักรใดมี “ผู้อำนวยการหรือผู้นำศิลปะการนมัสการพระเจ้า” หรือวิทยาลัยพระคริสธรรมที่มอบปริญญาบัตรด้าน “ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” ให้ผู้สำเร็จการศึกษา ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ปัจจุบันนี้ดนตรีมีความหมายเหมือนกับการนมัสการพระเจ้าไปได้อย่างไร ถ้าดนตรีเป็นการนมัสการพระเจ้า โดยเฉพาะในรูปแบบที่ดนตรีได้รับการเน้นย้ำและยกระดับขึ้นในปัจจุบันนี้ เราจะกล่าวได้ไหมว่า คนในที่ประชุมนมัสการสมัยโบราณและปัจจุบันที่มีดนตรีไม่ “เพียงพอ” และขาด “ผู้นำการประชุมนมัสการ” ที่ทันสมัยเป็นสถานนมัสการที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณมากเพียงพอหรือไม่มีความรอบรู้เพียงพอในการนมัสการพระเจ้า นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เราจำเป็นต้องมีหลักสูตรในวิทยาลัยของเราสำหรับสิ่งที่เป็น “ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” ใช่หรือไม่

เมื่อคริสเตียนพูดเกี่ยวกับการนมัสการพระเจ้าบ่อยๆ สิ่งที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างแท้จริงคือดนตรีและรูปแบบทางดนตรี มีคนถามผมบ่อยๆว่า “คุณนมัสการพระเจ้าที่ไหน” และความหมายที่แท้จริงของคำถามนั้นคือ ผมไปคริสตจักรไหน และดนตรีประเภทใดที่ผมต้องการฟังเวลาอยู่ในคริสตจักร1

——————————–
1 การนำการนมัสการพระเจ้ามาประยุกต์ใช้ของคริสตจักรอยู่ใน โรม 12:1 “…ให้ถวายตัวของท่าน เป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต อันบริสุทธิ์ และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการปรนนิบัติอันสมควรของท่านทั้งหลาย” ดังนั้น คำตอบที่เหมาะสมสำหรับคำถาม “คุณนมัสการพระเจ้าที่ไหน” น่าจะเป็น “ในร่างกายของฉัน”
——————————–

เราให้ความสำคัญมากกับดนตรีในคริสตจักร คริสตจักรต่างๆและวิทยาลัยพระคริสตธรรมบางแห่งพากันสนับสนุนส่งเสริมดนตรีและ “ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” จนเกือบจะเป็นอย่างเดียวกับ “ผู้นำ” ซึ่งกลายเป็นแนวความคิดเห็นซึ่งเป็นที่ต้องการสำหรับคริสตจักรสมัยปัจจุบัน

วิธีการในรูปธุรกิจนิติบุคคลของคริสตจักรสมัยปัจจุบันทำให้จำเป็นต้องสอนนักศึกษาพระคริสตธรรมวัยหนุ่มสาวในด้านศิลปะ “การเป็นผู้นำ” และ “การนมัสการพระเจ้า” ในภาษาทางธุรกิจ สิ่งที่วิทยาลัยพระคริสตธรรมเสนอให้อย่างแท้จริงคือ ชั้นเรียนที่สอนว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชาใหญ่ได้อย่างไร (ศิษยาภิบาลอาวุโสหรือผู้บริหารระดับสูง – CEO) และวิธีการจัดเตรียมการแสดงดนตรีและการนำเสนอสื่อที่ล้ำหน้าล่าสุด (ผู้อำนวยการหรือผู้นำศิลปะการนมัสการพระเจ้าหรือผู้บริหารจัดการการแสดงต่างๆ) การพินิจพิจารณาวิทยานิพนธ์ปริญญาศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต (MDiv) และปริญญาพันธกิจศิษยาภิบาลศาสตร์มหาบัณฑิต (MMin) จากวิทยาลัยพระคริสตธรรมที่มีชื่อเสียงโด่งดังซึ่งคล้ายคลึงและใกล้เคียงกันมากกับปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) แทนที่พวกเขาจะทำงานรับใช้ด้านพันธกิจแต่กลับไปทำงานด้านการให้คำปรึกษารายงานต่างๆ

ที่น่าสนใจคือ พระคัมภีร์กล่าวไว้มากมายถึงตำแหน่งซึ่งตรงกันข้ามกับการเป็นผู้บริหารระดับสูง (CEO) นั้นคือลักษณะการเป็นทาส ซึ่งการกล่าวนี้กล่าวอย่างมีวัตถุประสงค์ อัครสาวกเปาโลและอัครสาวกเปโตรกล่าวถึงตัวเขาเองว่าเป็น “ทาส” (Gk. doulos) ของพระเยซูคริสต์ แต่ไม่น่าจะมีใครต้องการจริงๆที่จะศึกษา “ศิลปะ” ของการเป็นทาสที่ดี อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันหลักเกณฑ์เช่นนี้แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่สร้างผู้นำที่ดี บางที “ศิลปะของการเป็นทาส” อาจฟังดูไม่น่าดึงดูดใจมากนักหากปรากฏอยู่บนหนังสือรับรองผลทางการศึกษา (transcript)

ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหลักสูตรของวิทยาลัยหรือวิทยาลัยพระคริสตธรรมที่กล่าวถึงมุมมองทางพระคัมภีร์ในเรื่องการนมัสการพระเจ้าตามที่พระคัมภีร์ให้ความหมายไว้ แนวทางของวิทยาลัยในด้าน “ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” น่าจะครอบคลุมตามแบบอย่างหลักการขั้นมูลฐานอุตสาหกรรมทางดนตรี เช่น การเขียนโน้ตเพลง การบันทึกเสียง การแสดง และการผลิตผลงานออกมา ทั้งนี้รวมถึงด้านการตลาด การพัฒนาศิลปินและองค์ประกอบทั้งหมดของงานศิลปะ(A&R) มีการพิจารณาเพิ่มเติมสำหรับการผลิตอัลบั้มเพลง การโฆษณาแถลงข่าว และการจัดการแสดงคอนเสิร์ต สิ่งเหล่านี้เป็นรูปแบบอุตสาหกรรมทางดนตรี แต่มีความแตกต่างมากไหมระหว่างแนวโน้มสำคัญของแนวทางอุตสาหกรรมทางดนตรีและปริญญาบัตร “ศิลปะศาสตร์การนมัสการพระเจ้า” ของผู้ที่ได้ชื่อว่าคริสเตียน ดูเหมือนไม่แตกต่างกันมากนัก บางทีคริสตจักรเองก็เอาอย่างอุตสาหกรรมทางดนตรีเพื่อจะให้เกิดความสำเร็จเท่าเทียมกันหรือดีกว่าและเข้าถึงตลาด การตรวจสอบอย่างใกล้ชิดเปิดเผยให้รู้ว่า การดำเนินการทั้งสองโดยส่วนใหญ่แล้วอยู่ในแนวทางเดียวกัน มีการใช้การตลาดเดียวกัน การพัฒนาและรูปแบบทางธุรกิจอย่างเดียวกันให้เป็นประโยชน์

ด้วยเหตุที่คริสตจักรในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้นำวัฒนธรรมเข้าไปไว้ทั้งในศิลปะและดนตรี ปัจจุบันนี้ อุตสาหกรรมดนตรีเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการแยกหมวดหมู่และการจัดลำดับขั้น เครื่องจักรอุตสาหกรรมดนตรีหลายพันล้านเหรียญซึ่งประเมินค่าหลักทรัพย์จากการประสบความสำเร็จในการปรับปรุงฟื้นฟูประเภทดนตรีร็อคที่ได้รับความนิยม (popular rock-music) ให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่เพื่อให้เหมาะสำหรับคริสตจักร กำหนดรูปแบบสมัยนิยม (trends) และแบบอย่างที่เคยมีมาก่อน คริสตจักรได้รับบทบาทที่มีความสำคัญลดลง ตามที่ปรากฏให้เห็นคริสตจักรได้สูญเสียที่ยึดมั่นของคริสตจักรไปให้กับวัฒนธรรม คริสตจักรพอใจที่จะเป็นผู้ตามวัฒนธรรมเพื่อจะได้ “เข้าไปมีส่วนร่วม” แทนที่จะเป็นผู้นำวัฒนธรรม

การยอมรับโดยปริยายของคริสตจักรต่อตัวบ่งชี้รูปแบบทางวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมประจักษ์ชัดอยู่ในดนตรีของคริสตจักร มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยระหว่างดนตรีที่เป็นแนวโน้มหลักของคนส่วนใหญ่และดนตรีที่ใช้ในคริสตจักร ปัจจุบันนี้บางเพลงถ้าไม่ใช่เพลงส่วนใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็นเพลงคริสเตียนมีความเกี่ยวข้องกับพระเยซูคริสต์หรือพระวจนะของพระองค์เพียงเล็กน้อย และคริสตจักรส่วนใหญ่พยายามที่จะไล่ตามแบบสมัยนิยมล่าสุดและตะเกียกตะกายช่วงชิงความคิดเห็นที่ปรากฏออกมาล่าสุด ที่ยังคงพ่วงติดอยู่กับความเสื่อมและการเลื่อนไหลไปกับความเพ้อฝันของรูปแบบเฉพาะของวัฒนธรรมอย่างสิ้นหวังต่อไป ภาพที่ปรากฏออกมาเช่นนี้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับลักษณะที่คริสตจักรควรเป็น “—ท่านก็จะได้รู้ว่าควรประพฤติอย่างไรในครอบครัวของพระเจ้า คือคริสตจักรของพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์ เป็นหลักและรากแห่งความจริง” (1ทิโมธี 3:15)

คริสตจักรสมัยใหม่ส่วนใหญ่ขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจซึ่งเกิดจากการเอาอย่างกันและการคาดหวังแบบผิดๆกับสิ่งที่ดนตรีเป็น และสิ่งที่เป็นการนมัสการพระเจ้า ปัจจุบันทั้งสองอย่างถูกมองว่ามีความหมายเดียวกัน และความสับสนของเราเกี่ยวกับกับดนตรีและการนมัสการพระเจ้าส่วนใหญ่เกิดจากเข้าใจผิดว่ามีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยระหว่างสองสิ่ง เพราะดนตรีก่อให้เกิดความรู้สึก อารมณ์อ่อนไหวหรือการหวนรำลึกถึงสิ่งที่เราอยากจะเรียกว่า “การนมัสการพระเจ้า” และอารมณ์ความรู้สึกที่เราได้เรียนรู้จากการเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ เราใช้เล่ห์เหลี่ยมสร้างความเป็นจริงผิดๆเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นการนมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง ดนตรีและการนมัสการพระเจ้าไม่ใช่คำที่มีความหมายเหมือนกันในพระคัมภีร์

มีหนังสือและหนังสืออรรถาธิบายพระคัมภีร์ (commentaries) หลายเล่มในหัวข้อการนมัสการพระเจ้าได้ให้คำนิยามของการนมัสการพระเจ้าไว้ในหลากหลายลักษณะ ส่วนใหญ่แล้วการนมัสการพระเจ้าเกี่ยวข้องกับดนตรีในความหมายใดความหมายหนึ่ง บางคำนิยามได้สรุปไว้อย่างถูกต้องว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกันระหว่างดนตรีกับการนมัสการพระเจ้า เพราะการนมัสการพระเจ้าครอบคลุมมากยิ่งกว่านั้นมาก มีมุมมองต่างๆมากมายในหัวข้อของการนมัสการพระเจ้าซึ่งมีจำนวนมากเท่ากับจำนวนคนที่ยกหัวข้อนั้นขึ้นมาอภิปราย

ในความหมายที่ “ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” ถูกนำมาใช้ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็น ‘ศิลปะของการสำแดงความเคารพเลื่อมใส่ศรัทธาของเราผ่านทางดนตรี’ คุณอาจจะสงสัยว่า มีอีกคำนิยามหรืออีกคำจำกัดความของการนมัสการพระเจ้าหรือไม่ แน่นอนว่าพระคัมภีร์ได้ให้คำนิยามการนมัสการพระเจ้าที่แท้จริงไว้ แต่คำตอบไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับดนตรี

แท้จริงแล้วสิ่งที่ผมให้ความสนใจมากกว่าเป็นสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้เกี่ยวกับการนมัสการพระเจ้า พระคัมภีร์ให้คำนิยามการนมัสการพระเจ้าไว้ว่าอย่างไรและอยู่ในบริบทใด และสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้เกี่ยวกับดนตรีด้วย ผมเชื่อว่าความเข้าใจทางพระคัมภีร์เกี่ยวข้องกับดนตรี การใช้ดนตรีอย่างเหมาะสมในชีวิตคริสเตียนและการปรนนิบัติรับใช้จะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นเมื่อดนตรีได้รับการเปิดเผยและทำให้เป็นแบบอย่างสำหรับเราจากพระคัมภีร์ อัครสาวก ผู้เผยพระวจนะ และปุโรหิตแห่งพระวจนะไม่เพียงแค่เป็นผู้นำข่าวดีของพระเจ้าเท่านั้น แต่พวกเขายังเป็นนักเพลงสดุดี ผู้ประพันธ์เพลงนมัสการพระเจ้า (เพลงสรรเสริญพระเจ้า) และนักแต่งเพลงคนสำคัญอีกด้วยเช่นกัน บทเพลงสดุดี เพลงนมัสการพระเจ้า (เพลงสรรเสริญพระเจ้า) และบทเพลงแห่งพระคัมภีร์ทำหน้าที่เพียงจุดประสงค์เดียว คือช่วยเราในการปรนนิบัติรับใช้ถวายแด่พระเจ้า

ดังนั้น ดนตรีเป็นการนมัสการพระเจ้าหรือไม่ พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเราว่า ดนตรีเป็นการนมัสการพระเจ้าของเรา คำตอบเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งกว่า และดีมากยิ่งกว่านั้น นักดนตรีคนสำคัญที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์เป็นนักดนตรีระดับมาตรฐานยอดเยี่ยมเป็นเลิศ และเครื่องดนตรีที่ “ใช้บรรเลงเพลง” เป็นเครื่องดนตรีเฉพาะบุคคลที่ลึกล้ำเต็มเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ และเกิดขึ้นจากภายใน ตามที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ ดนตรีไม่สามารถช่วยเราในการนมัสการพระเจ้า แนวทางพื้นฐาน วิธีการพื้นฐานเพื่อช่วยเราในด้านศิลปะการนมัสการพระเจ้าของเราคือพระคัมภีร์ และเครื่องดนตรีชิ้นนั้นที่บรรเลงเพลงอยู่ในจิตใจของเรา

ถ้าเช่นนั้น การนมัสการพระเจ้าคืออะไร บทที่ 2

 

หนังสือ “แนวทางพื้นฐานสู่ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” บทที่ 2
อาร์นฟิลด์ พี. คูดัล :  เขียน
วิษฐิดา มีสุทธา : แปลและเรียบเรียง

เป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับคริสตจักรปัจจุบันนี้ ที่เรามักจะเชื่อมโยงคำ การนมัสการพระเจ้า กับดนตรีและกับกิจกรรมใดๆที่เกี่ยวข้องกับดนตรี เช่น การจัดรายการ การนำเสนอด้วยสื่อ รูปแบบซึ่งได้กำหนดไว้ของการนมัสการพระเจ้าในคริสตจักร และการร้องเพลงของคนในที่ประชุม อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ไม่ได้ใช้การนมัสการพระเจ้าด้วยวิธีการนั้น

ในพระคัมภีร์มีความเชื่อมโยงกันเล็กน้อยระหว่างคำนิยามทางพระคัมภีร์สำหรับการนมัสการพระเจ้าและความเชื่อมโยงของการนมัสการพระเจ้ากับดนตรี สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่เพียงแค่คำในภาษาฮีบรูและภาษากรีกคำเดียวที่จะเป็นเครื่องแสดงแนวความคิดสมัยใหม่ของเราว่า “ดนตรีมีความเท่าเทียมกันกับการนมัสการพระเจ้า” การใช้คำนิยามผิดๆและไม่เหมาะสมนำคริสตจักรดิ่งลงสู่แนวทางผิดๆ เข้าไปสู่การเสริมแต่งเทพนิยายโบราณ และส่งผลลัพธ์เด่นชัดในหลักปฏิบัติคริสตจักรที่ไม่มีเหตุผลของเรา สภาพความสับสนปัจจุบันของเราเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เราได้หลงห่างไกลจากความจริงไปนานเกินไปแล้ว

คำ การนมัสการพระเจ้า คำเดียวกัน ได้รับการแปลจากคำกรีกหลายคำดังรายละเอียดที่ให้ไว้ข้างล่างนี้ แต่ละคำแตกต่างกันและบรรยายถึงแนวคิดที่ต่างกัน ให้สังเกตว่า ไม่มีคำใดที่อ้างอิงร่วมกันเกี่ยวโยงกับดนตรีเลย:

ก. Sebomai: (คำกริยา) แสดงความเคารพยำเกรง (“เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้” มัทธิว 15:9)

ข. Thréskeia: (คำนาม) พิธีกรรมทางศาสนาหรือกิจกรรมทางศาสนา (“อย่าให้ผู้ใดโกงบำเหน็จของท่านด้วยการจงใจถ่อมตัวลงและกราบไหว้พวกทูตสวรรค์” โคโลสี 2:18)

ค. Theosebés: (คำคุณศัพท์) ผู้ยำเกรงพระเจ้า (“แต่ถ้าผู้ใดนมัสการพระเจ้า และกระทำตามพระทัยพระองค์ พระองค์ก็ทรงฟังผู้นั้น” ยอห์น 9:31)

ง. Proskyneō: (คำกริยา) คุกเข่าลง สัมผัสกับพื้นดิน (“เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้นในทิศตะวันออก เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” มัทธิว 2:2)

จ. Latreia: (คำนาม) การปรนนิบัติรับใช้ (“ให้ถวายตัวของท่าน เป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต… ซึ่งเป็นการปรนนิบัติอันสมควร (การนมัสการพระเจ้า) ของท่านทั้งหลาย” โรม 12:1)

หากว่าเวลานี้เราต้องใช้คำเหล่านี้ และนำคำเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ราวกับว่าคำเหล่านี้เป็น “ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” การนำไปใช้แบบนี้จะมีลักษณะเช่นไร

คำแรก sebomai บรรยายถึงชาวกรีกที่เกรงกลัวพระเจ้าในกิจการ 17:4 และผู้ที่เคารพบูชาพระแม่เจ้าไดอาน่าในกิจการ 19:27 คำนี้ไม่ได้ทำให้เกิดความแตกต่างว่าใครหรือสิ่งใดได้รับการเคารพบูชาอย่างไร อีกประการหนึ่ง sebomai ถูกนำมาใช้เพื่อบรรยายถึงคนเหล่านั้นที่หาประโยชน์มิได้ในการติดตามและ ‘นมัสการ’ พระเยซู (มัทธิว 15:9) คำนี้ยังบรรยายเพิ่มเติมถึงคนเหล่านั้นซึ่งเป็นผู้ติดตามที่เกรงกลัวพระเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่พระเยซูทรงโต้ตอบด้วยที่ตลาด (กิจการ 17:17) sebomai หมายความว่า เคารพยำเกรง และบอกเป็นนัยถึงความรู้สึกเกรงกลัว ไม่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับศิลปะหรือเกี่ยวกับดนตรีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับคำ sebomai ได้เลย

คำที่สอง thréskeia บ่งบอกถึงความเลื่อมใสศรัทธาในความเชื่อที่เป็นพิธีการ เช่น ในกิจการ 26:5 เมื่อเปาโลพูดเกี่ยวกับพวกฟาริสีว่าเป็นพวกที่ถือเคร่งครัดที่สุด พวกที่เคร่งครัดในความเชื่อมากที่สุด และถูกนำมาใช้ใน ยากอบ 1:26 เมื่อยากอบพรรณนาถึงผู้ที่เคร่งครัดในความเชื่อหรือผู้ที่เคร่งครัดอย่างเข้มงวดในเรื่องพิธีการ เป็นไปได้ไหมที่เราเป็นผู้ที่ถือปฏิบัติความเลื่อมใสศรัทธาในความเชื่อแบบสมัยใหม่ด้วยดนตรีของเราในการประชุมนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์

ตัวอย่างคำที่สาม Theosebés บรรยายถึงคนเหล่านั้นที่ยำเกรงพระเจ้า เช่น คนเหล่านั้นที่กลับใจใหม่มาเชื่อวางใจพระเจ้า เป็นผู้ที่แสวงหาพระเจ้าและกระทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ (ยอห์น 9:31) คนต่างชาติหรือชาวกรีกที่แสวงหาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ที่พระวิหารที่ได้รับการกล่าวอ้างอิงถึงโดยชาวยิวว่าเป็น theosebés หรือผู้ที่ยำเกรงพระเจ้า ความยำเกรงพระเจ้าไม่สามารถถูกชักจูงหรือชักชวนผ่านทางเสียงดนตรีได้เลย

ตัวอย่างคำที่สี่ proskyneō มาจากคำ shachah ในภาษาฮีบรู หมายความว่า “หมอบกราบลงจรดพื้น” ความหมายเบื้องต้นของการหมอบกราบลงบอกเป็นนัยถึงการแสดงอากัปกิริยาทางกายภายนอกในการก้มลงหรือการจูบพื้นดิน ความหมายรองลงมารวมถึงความเคารพบูชาและความนับถือควบคู่ไปกับการแสดงออกทางกายของการโค้งคำนับ

ในวัฒนธรรมชาวตะวันออก กิริยาท่าทางของการไหว้และการกราบแฝงความหมายซึ่งบ่งบอกถึงตำแหน่ง สถานะทางสังคม และระบบระดับชนชั้น การไหว้และการกราบนั้นไม่เพียงมีความสำคัญสำหรับผู้ที่ได้รับการแสดงความเคารพหรือนับถือเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญเท่าเทียมกันสำหรับผู้ที่ปฏิบัติตามด้วยเช่นกัน ดังนั้น การไหว้และการกราบทำหน้าที่เป็นการสื่อสารชนิดหนึ่ง เป็นการบ่งชี้ที่มองเห็นได้ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์ของระบบระดับชนชั้น

ในประเทศจีนและประเทศไทยปัจจุบันนี้ยังคงมีข้อกำหนดเกี่ยวกับศิลปะการกราบไหว้ (นั่นคือ ก้มศีรษะลงต่ำแค่ไหน หรือวางตำแหน่งมือของคุณไว้ระดับไหน) ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานะ วงศ์ตระกูล และลำดับชนชั้นทางสังคม ความคาดหวังและข้อกำหนดเช่นนี้ยังคงนำมาใช้และยังคงฝังอยู่ลึกในวัฒนธรรมนั้น ผู้อ่านคงจะสันนิษฐานจากวัฒนธรรมเหล่านี้ว่า ชื่อหนังสือเล่มนี้ – ‘ศิลปะการนมัสการพระเจ้า’ – จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะหรือวิธีการสอนเกี่ยวกับการคำนับและการแสดงการคารวะอย่างมีพิธีรีตอง

พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมแสดงถึงมุมมองชาวตะวันออกเกี่ยวกับข้อตกลงเบื้องต้นที่แวดล้อมธรรมเนียมปฏิบัติในการกราบไหว้ และในความเป็นจริง หนังสือพระธรรมดาเนียลกล่าวถึงดนตรีในบริบทของการหมอบกราบลง (proskyneō) เนบูคัดเนสซาร์ประกาศว่า เมื่อได้ยินเสียงแตรและเสียงปี่ นั่นเป็นเวลาให้ทุกคนกราบลงนมัสการปฏิมากรที่พระองค์สร้างขึ้นมา ลูกหลานชาวฮีบรูสามคน ได้แก่ ฮานันยาห์ มิชาเอล และอาซาริยาห์ปฏิเสธที่จะทำตามนั้น (เปรียบเทียบกับ ดาเนียล 3:10-12) ดนตรีมุ่งหมายให้ค่อยๆสอดแทรกเข้ามาในความรู้สึกสังหรณ์หรือความรู้สึกสำนึกถึงการเคารพบูชาต่อปฏิมากรนี้ และแสดงออกด้วยการกราบลงนมัสการในการแสดงความนับถือและความเป็นข้ารับใช้ การแสดงความรู้สึกนั้นถูกประกาศและยืนยันออกมา ผมสงสัยว่าคริสตจักรต่างๆจะต้องการใช้ตัวอย่างนี้เป็นวิธีการสำหรับ “การนมัสการพระเจ้า” หรือ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงและในทางปฏิบัติ คุณสมบัติหรือความล้ำลึกของความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าบ่อยครั้งประเมินจากวิธีที่เราแสดงการกระทำของเราในการก้มกราบลง (proskyneō) เรายกมือของเราสูงพอหรือไม่ หงายมือขึ้นหรือคว่ำมือลง เราหลับตาหรือไม่ มีความรู้สึกสำนึกเพียงพอต่อการนมัสการพระเจ้าหรือยัง

แท้จริงแล้ว ในทางปฏิบัติของคริสตจักรต่างๆใช้ดนตรีเพื่อเป็นการให้สัญญาณทำกิจกรรมบางอย่างในการประชุมนมัสการ แม้กระนั้น สิ่งที่น่าสังเกตคือ พระคัมภีร์มิได้มีแนวทางสำหรับการหมอบกราบลง (proskyneō) ด้วยดนตรีว่าเป็นอย่างไร ยกเว้นตัวอย่างนี้ตามที่กล่าวไว้อย่างประชดเหน็บแนมในหนังสือพระธรรมดาเนียลบริบทคนนอกรีต

ให้สังเกตดูสิ่งที่บันทึกไว้อย่างน่าสนใจในพระคัมภีร์ เมื่อพิจารณาถึงเรื่องราวการสร้างคริสตจักรหรือพระกายของพระคริสต์ จนกระทั่งถึงการรับคริสตจักรไป ในทางปฏิบัติของการหมอบกราบลง (proskyneō) เป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางสังคมสำหรับคริสตจักรหายลับไป และจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะมีการสถาปนาการปกครองของพระเยซูคริสต์ขึ้นมาใหม่ในอาณาจักรของอิสราเอลที่มีระบบการปกครองที่ยึดถือพระเจ้าเป็นหลัก และด้วยเหตุนี้ การเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของธรรมเนียมของคริสตจักร คือการหมอบกราบลงเพื่อนมัสการ (proskyneō) จะปรากฏให้เห็นอีกครั้ง (เปรียบเทียบกับ วิวรณ์ 4:10)

ถ้าสิ่งที่ได้ชื่อว่าการนมัสการพระเจ้า/ศิลปะทางดนตรีถูกนำมาประยุกต์ใช้สำหรับการหมอบกราบลง (proskyneō) แล้วเราจะแสดงความคิดเห็นนี้เกี่ยวกับระบบลำดับขั้นสำหรับดนตรีอย่างไร น่าเสียดายเมื่อดนตรีถูกนำมาใช้เป็น “การแสดงการก้มคำนับ” ซึ่งเป็นการรับบทบาทที่น่ากลัวมากขึ้น ดนตรีเข้าแทนที่ด้านที่สำคัญมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนประกอบแท้ที่จำเป็นสำหรับชีวิตการนมัสการพระเจ้าตามพระคัมภีร์ ดนตรีกลับกลายมาเป็นตัวเบี่ยงเบนความสนใจที่จำเป็นและถูกทำให้เป็น และกลายเป็นเป้าหมายการนมัสการพระเจ้าของเรา

การนมัสการพระเจ้าของดนตรีคืออะไร บทที่ 3