หนังสือ “แนวทางพื้นฐานสู่ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” บทที่ 1
อาร์นฟิลด์ พี. คูดัล :  เขียน
วิษฐิดา มีสุทธา : แปลและเรียบเรียง

เมื่อใดก็ตามที่ผมเห็นคริสตจักรใดมี “ผู้อำนวยการหรือผู้นำศิลปะการนมัสการพระเจ้า” หรือวิทยาลัยพระคริสธรรมที่มอบปริญญาบัตรด้าน “ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” ให้ผู้สำเร็จการศึกษา ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ปัจจุบันนี้ดนตรีมีความหมายเหมือนกับการนมัสการพระเจ้าไปได้อย่างไร ถ้าดนตรีเป็นการนมัสการพระเจ้า โดยเฉพาะในรูปแบบที่ดนตรีได้รับการเน้นย้ำและยกระดับขึ้นในปัจจุบันนี้ เราจะกล่าวได้ไหมว่า คนในที่ประชุมนมัสการสมัยโบราณและปัจจุบันที่มีดนตรีไม่ “เพียงพอ” และขาด “ผู้นำการประชุมนมัสการ” ที่ทันสมัยเป็นสถานนมัสการที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณมากเพียงพอหรือไม่มีความรอบรู้เพียงพอในการนมัสการพระเจ้า นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เราจำเป็นต้องมีหลักสูตรในวิทยาลัยของเราสำหรับสิ่งที่เป็น “ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” ใช่หรือไม่

เมื่อคริสเตียนพูดเกี่ยวกับการนมัสการพระเจ้าบ่อยๆ สิ่งที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างแท้จริงคือดนตรีและรูปแบบทางดนตรี มีคนถามผมบ่อยๆว่า “คุณนมัสการพระเจ้าที่ไหน” และความหมายที่แท้จริงของคำถามนั้นคือ ผมไปคริสตจักรไหน และดนตรีประเภทใดที่ผมต้องการฟังเวลาอยู่ในคริสตจักร1

——————————–
1 การนำการนมัสการพระเจ้ามาประยุกต์ใช้ของคริสตจักรอยู่ใน โรม 12:1 “…ให้ถวายตัวของท่าน เป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต อันบริสุทธิ์ และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการปรนนิบัติอันสมควรของท่านทั้งหลาย” ดังนั้น คำตอบที่เหมาะสมสำหรับคำถาม “คุณนมัสการพระเจ้าที่ไหน” น่าจะเป็น “ในร่างกายของฉัน”
——————————–

เราให้ความสำคัญมากกับดนตรีในคริสตจักร คริสตจักรต่างๆและวิทยาลัยพระคริสตธรรมบางแห่งพากันสนับสนุนส่งเสริมดนตรีและ “ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” จนเกือบจะเป็นอย่างเดียวกับ “ผู้นำ” ซึ่งกลายเป็นแนวความคิดเห็นซึ่งเป็นที่ต้องการสำหรับคริสตจักรสมัยปัจจุบัน

วิธีการในรูปธุรกิจนิติบุคคลของคริสตจักรสมัยปัจจุบันทำให้จำเป็นต้องสอนนักศึกษาพระคริสตธรรมวัยหนุ่มสาวในด้านศิลปะ “การเป็นผู้นำ” และ “การนมัสการพระเจ้า” ในภาษาทางธุรกิจ สิ่งที่วิทยาลัยพระคริสตธรรมเสนอให้อย่างแท้จริงคือ ชั้นเรียนที่สอนว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชาใหญ่ได้อย่างไร (ศิษยาภิบาลอาวุโสหรือผู้บริหารระดับสูง – CEO) และวิธีการจัดเตรียมการแสดงดนตรีและการนำเสนอสื่อที่ล้ำหน้าล่าสุด (ผู้อำนวยการหรือผู้นำศิลปะการนมัสการพระเจ้าหรือผู้บริหารจัดการการแสดงต่างๆ) การพินิจพิจารณาวิทยานิพนธ์ปริญญาศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต (MDiv) และปริญญาพันธกิจศิษยาภิบาลศาสตร์มหาบัณฑิต (MMin) จากวิทยาลัยพระคริสตธรรมที่มีชื่อเสียงโด่งดังซึ่งคล้ายคลึงและใกล้เคียงกันมากกับปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) แทนที่พวกเขาจะทำงานรับใช้ด้านพันธกิจแต่กลับไปทำงานด้านการให้คำปรึกษารายงานต่างๆ

ที่น่าสนใจคือ พระคัมภีร์กล่าวไว้มากมายถึงตำแหน่งซึ่งตรงกันข้ามกับการเป็นผู้บริหารระดับสูง (CEO) นั้นคือลักษณะการเป็นทาส ซึ่งการกล่าวนี้กล่าวอย่างมีวัตถุประสงค์ อัครสาวกเปาโลและอัครสาวกเปโตรกล่าวถึงตัวเขาเองว่าเป็น “ทาส” (Gk. doulos) ของพระเยซูคริสต์ แต่ไม่น่าจะมีใครต้องการจริงๆที่จะศึกษา “ศิลปะ” ของการเป็นทาสที่ดี อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันหลักเกณฑ์เช่นนี้แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่สร้างผู้นำที่ดี บางที “ศิลปะของการเป็นทาส” อาจฟังดูไม่น่าดึงดูดใจมากนักหากปรากฏอยู่บนหนังสือรับรองผลทางการศึกษา (transcript)

ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหลักสูตรของวิทยาลัยหรือวิทยาลัยพระคริสตธรรมที่กล่าวถึงมุมมองทางพระคัมภีร์ในเรื่องการนมัสการพระเจ้าตามที่พระคัมภีร์ให้ความหมายไว้ แนวทางของวิทยาลัยในด้าน “ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” น่าจะครอบคลุมตามแบบอย่างหลักการขั้นมูลฐานอุตสาหกรรมทางดนตรี เช่น การเขียนโน้ตเพลง การบันทึกเสียง การแสดง และการผลิตผลงานออกมา ทั้งนี้รวมถึงด้านการตลาด การพัฒนาศิลปินและองค์ประกอบทั้งหมดของงานศิลปะ(A&R) มีการพิจารณาเพิ่มเติมสำหรับการผลิตอัลบั้มเพลง การโฆษณาแถลงข่าว และการจัดการแสดงคอนเสิร์ต สิ่งเหล่านี้เป็นรูปแบบอุตสาหกรรมทางดนตรี แต่มีความแตกต่างมากไหมระหว่างแนวโน้มสำคัญของแนวทางอุตสาหกรรมทางดนตรีและปริญญาบัตร “ศิลปะศาสตร์การนมัสการพระเจ้า” ของผู้ที่ได้ชื่อว่าคริสเตียน ดูเหมือนไม่แตกต่างกันมากนัก บางทีคริสตจักรเองก็เอาอย่างอุตสาหกรรมทางดนตรีเพื่อจะให้เกิดความสำเร็จเท่าเทียมกันหรือดีกว่าและเข้าถึงตลาด การตรวจสอบอย่างใกล้ชิดเปิดเผยให้รู้ว่า การดำเนินการทั้งสองโดยส่วนใหญ่แล้วอยู่ในแนวทางเดียวกัน มีการใช้การตลาดเดียวกัน การพัฒนาและรูปแบบทางธุรกิจอย่างเดียวกันให้เป็นประโยชน์

ด้วยเหตุที่คริสตจักรในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้นำวัฒนธรรมเข้าไปไว้ทั้งในศิลปะและดนตรี ปัจจุบันนี้ อุตสาหกรรมดนตรีเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการแยกหมวดหมู่และการจัดลำดับขั้น เครื่องจักรอุตสาหกรรมดนตรีหลายพันล้านเหรียญซึ่งประเมินค่าหลักทรัพย์จากการประสบความสำเร็จในการปรับปรุงฟื้นฟูประเภทดนตรีร็อคที่ได้รับความนิยม (popular rock-music) ให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่เพื่อให้เหมาะสำหรับคริสตจักร กำหนดรูปแบบสมัยนิยม (trends) และแบบอย่างที่เคยมีมาก่อน คริสตจักรได้รับบทบาทที่มีความสำคัญลดลง ตามที่ปรากฏให้เห็นคริสตจักรได้สูญเสียที่ยึดมั่นของคริสตจักรไปให้กับวัฒนธรรม คริสตจักรพอใจที่จะเป็นผู้ตามวัฒนธรรมเพื่อจะได้ “เข้าไปมีส่วนร่วม” แทนที่จะเป็นผู้นำวัฒนธรรม

การยอมรับโดยปริยายของคริสตจักรต่อตัวบ่งชี้รูปแบบทางวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมประจักษ์ชัดอยู่ในดนตรีของคริสตจักร มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยระหว่างดนตรีที่เป็นแนวโน้มหลักของคนส่วนใหญ่และดนตรีที่ใช้ในคริสตจักร ปัจจุบันนี้บางเพลงถ้าไม่ใช่เพลงส่วนใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็นเพลงคริสเตียนมีความเกี่ยวข้องกับพระเยซูคริสต์หรือพระวจนะของพระองค์เพียงเล็กน้อย และคริสตจักรส่วนใหญ่พยายามที่จะไล่ตามแบบสมัยนิยมล่าสุดและตะเกียกตะกายช่วงชิงความคิดเห็นที่ปรากฏออกมาล่าสุด ที่ยังคงพ่วงติดอยู่กับความเสื่อมและการเลื่อนไหลไปกับความเพ้อฝันของรูปแบบเฉพาะของวัฒนธรรมอย่างสิ้นหวังต่อไป ภาพที่ปรากฏออกมาเช่นนี้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับลักษณะที่คริสตจักรควรเป็น “—ท่านก็จะได้รู้ว่าควรประพฤติอย่างไรในครอบครัวของพระเจ้า คือคริสตจักรของพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์ เป็นหลักและรากแห่งความจริง” (1ทิโมธี 3:15)

คริสตจักรสมัยใหม่ส่วนใหญ่ขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจซึ่งเกิดจากการเอาอย่างกันและการคาดหวังแบบผิดๆกับสิ่งที่ดนตรีเป็น และสิ่งที่เป็นการนมัสการพระเจ้า ปัจจุบันทั้งสองอย่างถูกมองว่ามีความหมายเดียวกัน และความสับสนของเราเกี่ยวกับกับดนตรีและการนมัสการพระเจ้าส่วนใหญ่เกิดจากเข้าใจผิดว่ามีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยระหว่างสองสิ่ง เพราะดนตรีก่อให้เกิดความรู้สึก อารมณ์อ่อนไหวหรือการหวนรำลึกถึงสิ่งที่เราอยากจะเรียกว่า “การนมัสการพระเจ้า” และอารมณ์ความรู้สึกที่เราได้เรียนรู้จากการเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ เราใช้เล่ห์เหลี่ยมสร้างความเป็นจริงผิดๆเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นการนมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง ดนตรีและการนมัสการพระเจ้าไม่ใช่คำที่มีความหมายเหมือนกันในพระคัมภีร์

มีหนังสือและหนังสืออรรถาธิบายพระคัมภีร์ (commentaries) หลายเล่มในหัวข้อการนมัสการพระเจ้าได้ให้คำนิยามของการนมัสการพระเจ้าไว้ในหลากหลายลักษณะ ส่วนใหญ่แล้วการนมัสการพระเจ้าเกี่ยวข้องกับดนตรีในความหมายใดความหมายหนึ่ง บางคำนิยามได้สรุปไว้อย่างถูกต้องว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกันระหว่างดนตรีกับการนมัสการพระเจ้า เพราะการนมัสการพระเจ้าครอบคลุมมากยิ่งกว่านั้นมาก มีมุมมองต่างๆมากมายในหัวข้อของการนมัสการพระเจ้าซึ่งมีจำนวนมากเท่ากับจำนวนคนที่ยกหัวข้อนั้นขึ้นมาอภิปราย

ในความหมายที่ “ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” ถูกนำมาใช้ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็น ‘ศิลปะของการสำแดงความเคารพเลื่อมใส่ศรัทธาของเราผ่านทางดนตรี’ คุณอาจจะสงสัยว่า มีอีกคำนิยามหรืออีกคำจำกัดความของการนมัสการพระเจ้าหรือไม่ แน่นอนว่าพระคัมภีร์ได้ให้คำนิยามการนมัสการพระเจ้าที่แท้จริงไว้ แต่คำตอบไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับดนตรี

แท้จริงแล้วสิ่งที่ผมให้ความสนใจมากกว่าเป็นสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้เกี่ยวกับการนมัสการพระเจ้า พระคัมภีร์ให้คำนิยามการนมัสการพระเจ้าไว้ว่าอย่างไรและอยู่ในบริบทใด และสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้เกี่ยวกับดนตรีด้วย ผมเชื่อว่าความเข้าใจทางพระคัมภีร์เกี่ยวข้องกับดนตรี การใช้ดนตรีอย่างเหมาะสมในชีวิตคริสเตียนและการปรนนิบัติรับใช้จะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นเมื่อดนตรีได้รับการเปิดเผยและทำให้เป็นแบบอย่างสำหรับเราจากพระคัมภีร์ อัครสาวก ผู้เผยพระวจนะ และปุโรหิตแห่งพระวจนะไม่เพียงแค่เป็นผู้นำข่าวดีของพระเจ้าเท่านั้น แต่พวกเขายังเป็นนักเพลงสดุดี ผู้ประพันธ์เพลงนมัสการพระเจ้า (เพลงสรรเสริญพระเจ้า) และนักแต่งเพลงคนสำคัญอีกด้วยเช่นกัน บทเพลงสดุดี เพลงนมัสการพระเจ้า (เพลงสรรเสริญพระเจ้า) และบทเพลงแห่งพระคัมภีร์ทำหน้าที่เพียงจุดประสงค์เดียว คือช่วยเราในการปรนนิบัติรับใช้ถวายแด่พระเจ้า

ดังนั้น ดนตรีเป็นการนมัสการพระเจ้าหรือไม่ พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเราว่า ดนตรีเป็นการนมัสการพระเจ้าของเรา คำตอบเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งกว่า และดีมากยิ่งกว่านั้น นักดนตรีคนสำคัญที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์เป็นนักดนตรีระดับมาตรฐานยอดเยี่ยมเป็นเลิศ และเครื่องดนตรีที่ “ใช้บรรเลงเพลง” เป็นเครื่องดนตรีเฉพาะบุคคลที่ลึกล้ำเต็มเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ และเกิดขึ้นจากภายใน ตามที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ ดนตรีไม่สามารถช่วยเราในการนมัสการพระเจ้า แนวทางพื้นฐาน วิธีการพื้นฐานเพื่อช่วยเราในด้านศิลปะการนมัสการพระเจ้าของเราคือพระคัมภีร์ และเครื่องดนตรีชิ้นนั้นที่บรรเลงเพลงอยู่ในจิตใจของเรา

ถ้าเช่นนั้น การนมัสการพระเจ้าคืออะไร บทที่ 2

 

หนังสือ “แนวทางพื้นฐานสู่ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” บทที่ 2
อาร์นฟิลด์ พี. คูดัล :  เขียน
วิษฐิดา มีสุทธา : แปลและเรียบเรียง

เป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับคริสตจักรปัจจุบันนี้ ที่เรามักจะเชื่อมโยงคำ การนมัสการพระเจ้า กับดนตรีและกับกิจกรรมใดๆที่เกี่ยวข้องกับดนตรี เช่น การจัดรายการ การนำเสนอด้วยสื่อ รูปแบบซึ่งได้กำหนดไว้ของการนมัสการพระเจ้าในคริสตจักร และการร้องเพลงของคนในที่ประชุม อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ไม่ได้ใช้การนมัสการพระเจ้าด้วยวิธีการนั้น

ในพระคัมภีร์มีความเชื่อมโยงกันเล็กน้อยระหว่างคำนิยามทางพระคัมภีร์สำหรับการนมัสการพระเจ้าและความเชื่อมโยงของการนมัสการพระเจ้ากับดนตรี สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่เพียงแค่คำในภาษาฮีบรูและภาษากรีกคำเดียวที่จะเป็นเครื่องแสดงแนวความคิดสมัยใหม่ของเราว่า “ดนตรีมีความเท่าเทียมกันกับการนมัสการพระเจ้า” การใช้คำนิยามผิดๆและไม่เหมาะสมนำคริสตจักรดิ่งลงสู่แนวทางผิดๆ เข้าไปสู่การเสริมแต่งเทพนิยายโบราณ และส่งผลลัพธ์เด่นชัดในหลักปฏิบัติคริสตจักรที่ไม่มีเหตุผลของเรา สภาพความสับสนปัจจุบันของเราเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เราได้หลงห่างไกลจากความจริงไปนานเกินไปแล้ว

คำ การนมัสการพระเจ้า คำเดียวกัน ได้รับการแปลจากคำกรีกหลายคำดังรายละเอียดที่ให้ไว้ข้างล่างนี้ แต่ละคำแตกต่างกันและบรรยายถึงแนวคิดที่ต่างกัน ให้สังเกตว่า ไม่มีคำใดที่อ้างอิงร่วมกันเกี่ยวโยงกับดนตรีเลย:

ก. Sebomai: (คำกริยา) แสดงความเคารพยำเกรง (“เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้” มัทธิว 15:9)

ข. Thréskeia: (คำนาม) พิธีกรรมทางศาสนาหรือกิจกรรมทางศาสนา (“อย่าให้ผู้ใดโกงบำเหน็จของท่านด้วยการจงใจถ่อมตัวลงและกราบไหว้พวกทูตสวรรค์” โคโลสี 2:18)

ค. Theosebés: (คำคุณศัพท์) ผู้ยำเกรงพระเจ้า (“แต่ถ้าผู้ใดนมัสการพระเจ้า และกระทำตามพระทัยพระองค์ พระองค์ก็ทรงฟังผู้นั้น” ยอห์น 9:31)

ง. Proskyneō: (คำกริยา) คุกเข่าลง สัมผัสกับพื้นดิน (“เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้นในทิศตะวันออก เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” มัทธิว 2:2)

จ. Latreia: (คำนาม) การปรนนิบัติรับใช้ (“ให้ถวายตัวของท่าน เป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต… ซึ่งเป็นการปรนนิบัติอันสมควร (การนมัสการพระเจ้า) ของท่านทั้งหลาย” โรม 12:1)

หากว่าเวลานี้เราต้องใช้คำเหล่านี้ และนำคำเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ราวกับว่าคำเหล่านี้เป็น “ศิลปะการนมัสการพระเจ้า” การนำไปใช้แบบนี้จะมีลักษณะเช่นไร

คำแรก sebomai บรรยายถึงชาวกรีกที่เกรงกลัวพระเจ้าในกิจการ 17:4 และผู้ที่เคารพบูชาพระแม่เจ้าไดอาน่าในกิจการ 19:27 คำนี้ไม่ได้ทำให้เกิดความแตกต่างว่าใครหรือสิ่งใดได้รับการเคารพบูชาอย่างไร อีกประการหนึ่ง sebomai ถูกนำมาใช้เพื่อบรรยายถึงคนเหล่านั้นที่หาประโยชน์มิได้ในการติดตามและ ‘นมัสการ’ พระเยซู (มัทธิว 15:9) คำนี้ยังบรรยายเพิ่มเติมถึงคนเหล่านั้นซึ่งเป็นผู้ติดตามที่เกรงกลัวพระเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่พระเยซูทรงโต้ตอบด้วยที่ตลาด (กิจการ 17:17) sebomai หมายความว่า เคารพยำเกรง และบอกเป็นนัยถึงความรู้สึกเกรงกลัว ไม่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับศิลปะหรือเกี่ยวกับดนตรีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับคำ sebomai ได้เลย

คำที่สอง thréskeia บ่งบอกถึงความเลื่อมใสศรัทธาในความเชื่อที่เป็นพิธีการ เช่น ในกิจการ 26:5 เมื่อเปาโลพูดเกี่ยวกับพวกฟาริสีว่าเป็นพวกที่ถือเคร่งครัดที่สุด พวกที่เคร่งครัดในความเชื่อมากที่สุด และถูกนำมาใช้ใน ยากอบ 1:26 เมื่อยากอบพรรณนาถึงผู้ที่เคร่งครัดในความเชื่อหรือผู้ที่เคร่งครัดอย่างเข้มงวดในเรื่องพิธีการ เป็นไปได้ไหมที่เราเป็นผู้ที่ถือปฏิบัติความเลื่อมใสศรัทธาในความเชื่อแบบสมัยใหม่ด้วยดนตรีของเราในการประชุมนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์

ตัวอย่างคำที่สาม Theosebés บรรยายถึงคนเหล่านั้นที่ยำเกรงพระเจ้า เช่น คนเหล่านั้นที่กลับใจใหม่มาเชื่อวางใจพระเจ้า เป็นผู้ที่แสวงหาพระเจ้าและกระทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ (ยอห์น 9:31) คนต่างชาติหรือชาวกรีกที่แสวงหาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ที่พระวิหารที่ได้รับการกล่าวอ้างอิงถึงโดยชาวยิวว่าเป็น theosebés หรือผู้ที่ยำเกรงพระเจ้า ความยำเกรงพระเจ้าไม่สามารถถูกชักจูงหรือชักชวนผ่านทางเสียงดนตรีได้เลย

ตัวอย่างคำที่สี่ proskyneō มาจากคำ shachah ในภาษาฮีบรู หมายความว่า “หมอบกราบลงจรดพื้น” ความหมายเบื้องต้นของการหมอบกราบลงบอกเป็นนัยถึงการแสดงอากัปกิริยาทางกายภายนอกในการก้มลงหรือการจูบพื้นดิน ความหมายรองลงมารวมถึงความเคารพบูชาและความนับถือควบคู่ไปกับการแสดงออกทางกายของการโค้งคำนับ

ในวัฒนธรรมชาวตะวันออก กิริยาท่าทางของการไหว้และการกราบแฝงความหมายซึ่งบ่งบอกถึงตำแหน่ง สถานะทางสังคม และระบบระดับชนชั้น การไหว้และการกราบนั้นไม่เพียงมีความสำคัญสำหรับผู้ที่ได้รับการแสดงความเคารพหรือนับถือเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญเท่าเทียมกันสำหรับผู้ที่ปฏิบัติตามด้วยเช่นกัน ดังนั้น การไหว้และการกราบทำหน้าที่เป็นการสื่อสารชนิดหนึ่ง เป็นการบ่งชี้ที่มองเห็นได้ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์ของระบบระดับชนชั้น

ในประเทศจีนและประเทศไทยปัจจุบันนี้ยังคงมีข้อกำหนดเกี่ยวกับศิลปะการกราบไหว้ (นั่นคือ ก้มศีรษะลงต่ำแค่ไหน หรือวางตำแหน่งมือของคุณไว้ระดับไหน) ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานะ วงศ์ตระกูล และลำดับชนชั้นทางสังคม ความคาดหวังและข้อกำหนดเช่นนี้ยังคงนำมาใช้และยังคงฝังอยู่ลึกในวัฒนธรรมนั้น ผู้อ่านคงจะสันนิษฐานจากวัฒนธรรมเหล่านี้ว่า ชื่อหนังสือเล่มนี้ – ‘ศิลปะการนมัสการพระเจ้า’ – จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะหรือวิธีการสอนเกี่ยวกับการคำนับและการแสดงการคารวะอย่างมีพิธีรีตอง

พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมแสดงถึงมุมมองชาวตะวันออกเกี่ยวกับข้อตกลงเบื้องต้นที่แวดล้อมธรรมเนียมปฏิบัติในการกราบไหว้ และในความเป็นจริง หนังสือพระธรรมดาเนียลกล่าวถึงดนตรีในบริบทของการหมอบกราบลง (proskyneō) เนบูคัดเนสซาร์ประกาศว่า เมื่อได้ยินเสียงแตรและเสียงปี่ นั่นเป็นเวลาให้ทุกคนกราบลงนมัสการปฏิมากรที่พระองค์สร้างขึ้นมา ลูกหลานชาวฮีบรูสามคน ได้แก่ ฮานันยาห์ มิชาเอล และอาซาริยาห์ปฏิเสธที่จะทำตามนั้น (เปรียบเทียบกับ ดาเนียล 3:10-12) ดนตรีมุ่งหมายให้ค่อยๆสอดแทรกเข้ามาในความรู้สึกสังหรณ์หรือความรู้สึกสำนึกถึงการเคารพบูชาต่อปฏิมากรนี้ และแสดงออกด้วยการกราบลงนมัสการในการแสดงความนับถือและความเป็นข้ารับใช้ การแสดงความรู้สึกนั้นถูกประกาศและยืนยันออกมา ผมสงสัยว่าคริสตจักรต่างๆจะต้องการใช้ตัวอย่างนี้เป็นวิธีการสำหรับ “การนมัสการพระเจ้า” หรือ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงและในทางปฏิบัติ คุณสมบัติหรือความล้ำลึกของความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าบ่อยครั้งประเมินจากวิธีที่เราแสดงการกระทำของเราในการก้มกราบลง (proskyneō) เรายกมือของเราสูงพอหรือไม่ หงายมือขึ้นหรือคว่ำมือลง เราหลับตาหรือไม่ มีความรู้สึกสำนึกเพียงพอต่อการนมัสการพระเจ้าหรือยัง

แท้จริงแล้ว ในทางปฏิบัติของคริสตจักรต่างๆใช้ดนตรีเพื่อเป็นการให้สัญญาณทำกิจกรรมบางอย่างในการประชุมนมัสการ แม้กระนั้น สิ่งที่น่าสังเกตคือ พระคัมภีร์มิได้มีแนวทางสำหรับการหมอบกราบลง (proskyneō) ด้วยดนตรีว่าเป็นอย่างไร ยกเว้นตัวอย่างนี้ตามที่กล่าวไว้อย่างประชดเหน็บแนมในหนังสือพระธรรมดาเนียลบริบทคนนอกรีต

ให้สังเกตดูสิ่งที่บันทึกไว้อย่างน่าสนใจในพระคัมภีร์ เมื่อพิจารณาถึงเรื่องราวการสร้างคริสตจักรหรือพระกายของพระคริสต์ จนกระทั่งถึงการรับคริสตจักรไป ในทางปฏิบัติของการหมอบกราบลง (proskyneō) เป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางสังคมสำหรับคริสตจักรหายลับไป และจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะมีการสถาปนาการปกครองของพระเยซูคริสต์ขึ้นมาใหม่ในอาณาจักรของอิสราเอลที่มีระบบการปกครองที่ยึดถือพระเจ้าเป็นหลัก และด้วยเหตุนี้ การเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของธรรมเนียมของคริสตจักร คือการหมอบกราบลงเพื่อนมัสการ (proskyneō) จะปรากฏให้เห็นอีกครั้ง (เปรียบเทียบกับ วิวรณ์ 4:10)

ถ้าสิ่งที่ได้ชื่อว่าการนมัสการพระเจ้า/ศิลปะทางดนตรีถูกนำมาประยุกต์ใช้สำหรับการหมอบกราบลง (proskyneō) แล้วเราจะแสดงความคิดเห็นนี้เกี่ยวกับระบบลำดับขั้นสำหรับดนตรีอย่างไร น่าเสียดายเมื่อดนตรีถูกนำมาใช้เป็น “การแสดงการก้มคำนับ” ซึ่งเป็นการรับบทบาทที่น่ากลัวมากขึ้น ดนตรีเข้าแทนที่ด้านที่สำคัญมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนประกอบแท้ที่จำเป็นสำหรับชีวิตการนมัสการพระเจ้าตามพระคัมภีร์ ดนตรีกลับกลายมาเป็นตัวเบี่ยงเบนความสนใจที่จำเป็นและถูกทำให้เป็น และกลายเป็นเป้าหมายการนมัสการพระเจ้าของเรา

การนมัสการพระเจ้าของดนตรีคืออะไร บทที่ 3

 

Preserving Traditions – Setting Precedents – Leading Culture

at the NATIONAL MUSEUM, BANGKOK, THAILAND
Having been granted unprecedented access deep in the heart of Thailand, at the National Museum, site of the former 18th-century palace grounds next to the Grand Palace, this music-arts video was filmed. It is the first of its kind in the Kingdom.

from the AYUTTHAYA PERIOD
Thai dance and psalm-tones harken back to the glorious Ayutthaya Kingdom (1351-1767) when Thai art and culture reached its zenith and flourished. Psalm praising and praying is a way of speaking and singing the words at the same time. The melodic contours of the words are enhanced, the tempo unhurried, allowing the listener to ponder the beauty of the words.

for the ENDURING BEAUTY of the PSALMS
The Psalms for the last three-and-a-half millennia have endeared believers of all nations. As Christianity flourishes in Thailand, the psalms are being embraced as their own.

A Music-Arts video from the Album: The Psalms of David Praised & Prayed to Thai Classical Music (2013)

ThaiPsalms_small

by Thailand’s NATIONAL PERFORMING ARTS Troupe
Collaboration with members and faculty of the Bunditpatanasilpa Institute, Thailand’s national school of music and fine arts, has broadened opportunities to promulgate the Word and highlight Thailand’s beautiful cultural arts worldwide.

 

 

Tyndale Theological Seminary, Hurst, TX, includes “Worship Arts and Church Music” course for Pastoral Training and Theology studies

The biblical approach to the topic on music and worship taught by Dr. Arnfield Cudal is now part of Tyndale’s pastoral training and biblical theology tracks. Dr. Arnfield Cudal lectured at the Tyndale Heritage Lecture Series in June. Music and worship studies remain a core requirement at Hark Seminary.

tyndalelogo
Related Topics:

Will the Real Worship Leader Please Stand Up?!
The Case for Inclusive Psalmody
Why the Church needs to sing (or at least, speak) the Hymns of the Bible
What are the spiritual songs of the Bible and why do we need to know them?

 


 

Hark Seminary graduates receive MABS degrees in the Philippines

Eleven students from the Iligan and Iloilo campuses received their Masters of Arts in Biblical Studies (MABS) after three years of intensive study with Dr. Richfield Cudal. Dr. Valeriano G. Murillo was the commencement speaker at Iligan and Dr. Arnfield Cudal at Iloilo.

   

 


 

Dr. Richfield Cudal and Dr. Arnfield Cudal in Bangkok, Thailand

Dr. Richfield Cudal spoke at the 50th Anniversary commemoration of Nonthaburi Baptist Church where he served as pastor 40 years ago.
Dr. Arnfield Cudal also taught a three-hour seminar on the topic of music and worship. Attendees came from Nonthaburi, Romphrakun, and area churches. Here, music is presented by the Romphrakun Choir.

38689014_356386198234395_5386129580367020032_n (1)

 


 

Additional 200 books by Dr. Richfield Cudal and Dr. Arnfield Cudal printed and distributed

The Incomparable Lord Jesus Christ and The Ultimate Guide to Worship Arts in Thai and English were printed and distributed at seminars in Thailand, Philippines, and USA.

Both covers3

 

by Richfield A. Cudal

Faith is an important component of Christian living. Our Lord Jesus emphasized the importance of living by faith and the Bible speaks volumes about faith. Biblical usage of the word “faith” reveals that faith has two applications: the noun “faith” and the verb “faith.”

The word faith as a noun connotes a belief system of doctrine. As a verb, the word generally means to trust in something or someone, to have a persuasion of an idea perceived to be true, or to place one’s confidence in an object along with the assurance that the confidence is valid. Faith was manifested in the lives of Abel, Enoch, Noah, Abraham, Moses, Samuel, David, Daniel and a host of others who believed God and His word (cf. Heb 11). Their lives exemplified the faith marked by conviction, belief, and promise of reward.

The dominant concept of faith in Scripture is about choosing to believe, possessing, exercising, and, more importantly, increasing our faith in the Lord, which He seems to delight in.

Read more…